ภาพพุทธประวัติ ที่จิตรงดงาม
วัดป่า บ้านปากน้ำ บุ่งสระพัง
ธรรมะออนไลน์ ฟรีหนังสือธรรมะ

หนังสือธรรมะ ดาวน์โหลด หนังสือ คติธรรม ข้อคิด ธรรมะออนไลน์ อ่าน ฟรี ๆ

ดารา ผู้ใจบุญ ร่วมทำบุญ
ดารา ร่วมทำบุญ ประเพณี แห่หลวงพ่อเงิน แต่ละปี หนุ่ม ศรราม เทพภิทักษ์ ปี 2552 นุ่น วรนุช ต๊อด ปิดิ บี มาติกา หนิง ปณิตา พร้อม คณะ ปี 2553
วิทยุ ออนไลน์ คลื่นแม่มูล

วิทยุ ออนไลน์ อุบลราชธานี  คลื่นแม่มูล ปากน้ำ FM 94.10 MHz

วิทยุ ออนไลน์ อุบลราชธานี  คลื่นแม่มูล ปากน้ำ FM 94.10 MHz

โหวต ท่องเที่ยว อุบลราชธานี
แหล่งท่องเที่ยว อุบลราชธานี แบบไหน ที่ท่านชื่นชอบ ?
 
ตอนนี้กำลัง Online กี่คน ?
เรามี 70 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

   

สักการะ พระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุ ณ วัดปากน้ำ บุ่งสระพัง (หลวงพ่อเงิน ๗๐๐ ปี) อุบลราชธานี  

สกู๊ปพิเศษ " ย้อนรอย เมืองอุบลราชธานี

AddThis Social Bookmark Button

สกู๊ปพิเศษ   ย้อนรอย เมืองอุบลราชธานี  โดย บ่าวนนท์ คนมักจ่มสกู๊ปพิเศษ  ย้อนรอย เมืองอุบลราชธานี  โดย บ่าวนนท์ คนมักจ่ม รวมเรื่องเล่า เว้าสู่กันฟัง 
 จากคอลัมน์ หนังสือพิมพ์ประชารัฐ ย้อนรอยเมืองอุบลราชธานี..              
           ***เห็นตะวันก่อนใครในสยาม ที่โขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ***
ใครๆ ก็รู้จักจังหวัด อุบลราชธานี และโดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกๆปี  จะมีนักท่องเที่ยวที่ชอบธรรมชาติจริงๆ มาเที่ยวที่  ผาแต้มดินแดนประวัติศาสตร์เป็นจำนวนมาก นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ วัดวาอารามแล้ว ก็ยังมีประเพณีแห่เทียนพรรษาที่ยิ่งใหญ่อีกด้วย ประวัติศาสตร์

โขงเจียม ดินแดน เห็นตะวัน ก่อนใคร ๆนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความภาคภูมิใจของคนรุ่นหลัง เหมือนตำนาน    สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
และองค์พระมหากษัตริย์อื่นๆ ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่แห่งสยามประเทศ  ที่เขานำมาสร้างเป็นบทภาพยนตร์อยู่ในขณะนี้ สำหรับข้อมูลที่จะนำมาเล่าให้ผู้อ่านทราบเป็นช่วงๆ ก็มาจากบูรพาจารย์นัก แต่งทั้งหลายที่ได้แต่งเอาไว้ เป็นหน้าที่ของผู้เขียนที่จะต้องนำมาผนวกข้อมูลหลายสำนักเข้าด้วยกัน
เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเป็นการรำลึกถึงวีรกรรมของบรรพบุรุษของชาวอุบลราชธานีในอดีต
ข้อมูลนี้อาจจะไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นทางผู้เขียนยินดีรับคำติชมไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย


“เมืองดอกบัวงาม            แม่น้ำสองสี
มีปลาแซบหลาย             หาดทรายแก่งหิน
ถิ่นไทยนักปราชญ์          ทวยราษฏร์ไฝ่ธรรม
งามล้ำเทียนพรรษา         ผาแต้มก่อนประวัติศาสตร์ “

เมื่อราว พ.ศ. 2310 ขณะที่กรุงศรีอยุธยาเสียเอกราชให้กับพม่า    สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกำลังกอบกู้บ้านเมืองคืนจากพม่า   เสนาบดีแห่งเมืองเวียงจันทน์เจ้าพระตาผู้พ่อ และพระวอ เจ้าคำผง เจ้าทิดพรหม เจ้าฝ่ายหน้า และเจ้าก่ำ ไม่พอใจการบริหารบ้านเมือง       ของพระเจ้าสิริบุญสารกษัตริย์เมืองเวียงจันทน์ และพระเจ้าสิริบุญสารต้องการลูกสาวเจ้าพระตาไปเป็นสนม เพื่อเป็นการไม่ให้ฝ่ายเจ้าพระตาคิดกระด้างกระเดื่องเมื่อเป็นเช่นนี้จึงเป็นเหตุผล    ให้เจ้าพระตาได้อพยพไพร่พลข้ามฝั่งแม่น้ำโขงหนีมาตั้งรกรากอยู่ที่เมืองหนองบัวลำภู    ได้สร้างกำแพงเมืองเสริมความมั่นคงเพื่อต้องการป้องกันตนเองและ      ได้ขนานนามเมืองใหม่นี้ว่า          **นครเขื่อนขันธ์ กาบแก้วบัวบาน**       ปัจจุบันคือ     จังหวัดหนองบัวลำภู  พระเจ้าสิริบุญสาร  กล่าวหาเจ้าพระตาและพระวอว่าเป็นกบฏ คิดหาโอกาสที่จะกำจัดตลอดเวลาได้จัดกองทัพข้ามมาปราบ แต่ก็ถูกไพร่พลของเจ้าพระตาตีแตกกับไปทุกครั้ง      ทำการสู้รบกันอยู่ประมาณ 3 ปี   พระเจ้าสิริบุญสารขอกำลังจากกองทัพพม่ามาช่วยจึงทำให้ นครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน แตก เจ้าพระตาตายในที่รบ บางแห่ง กล่าวว่าทัพของเจ้าพระตาออกข่าวลวงว่า    เจ้าพระตาถูกข้าศึกฆ่าตายในสนามรบเสียชีวิตเพื่อเป็นการหลอกให้ข้าศึกยุติการติดตามอย่างกระชั้นชิด
                                             ขอพึ่งพระบารมีของเจ้านครจำปาศักดิ์
เจ้าพระตา  เจ้าพระวอกับไพร่พลที่เหลือหนีลงไปตั้งค่ายที่ดอนมดแดงแล้วมีหนังสือไปขอพึ่ง พระเจ้าองค์หลวงไชยกุมารเจ้านครจำปาศักดิ์ผู้ที่ขึ้นเป็นเจ้าเหนือหัวต่อจาก      เจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูรพระบิดาและพระเจ้าองค์หลวงให้มาตั้งรกรากทีเวียงดอนกอง     บ้านดู่บ้านแก(สปป.ลาว) บางส่วนก็ยังอยู่ที่ดอนมดแดง   ระหว่างอยู่บ้านดู่บ้านแก  ทั้งฝ่ายเจ้าพระตาพระวอและพระเจ้าองค์หลวงไชยกุมาร มีมิตรไมตรีที่ดีต่อกัน        ได้ช่วยเหลือพระเจ้าองค์หลวงไชยกุมารหลายประการ   เฉกเช่นสร้างบ้านแปลงเมือง    จนทำให้เจ้านครจำปาศักดิ์ไว้วางใจ   ทรงให้เจ้าคำผง    ได้สมรสกับเจ้านางตุ่ย     บุตรสาว  อุปราชธรรมเทโว(เจ้าธรรมเทโว เป็นพระอนุชาพระเจ้าองค์หลวงฯ    มีบุตรคือ    เจ้าโอ   เจ้าอิน      เจ้าธรรมกิติกา เจ้าคำสุกและเจ้านางตุ่ย)     ครั้นต่อมาเจ้าพระวอได้เกิดหมางใจกับพระเจ้าองค์หลวงฯ   จึงได้อพยพย้ายหนีกลับไปอยู่ที่      เกาะดอนมดแดงริมฝั่งแม่น้ำมูลอีก      ในระหว่างพ.ศ.2318-  2319 (ปัจจุบันเป็นเขตบริเวณบ้านแคน  บ้านดงบัง ต.ดอนมดแดง อ.ดอนมดแดง) เมื่อพระเจ้าสิริบุญสาร ทรงทราบเรื่องที่เจ้าพระวอกลับมาอยู่ดอนมดแดง     จึงได้ให้พระยาสุโพนำทัพใหญ่ลงมาตี    เมื่อเจ้าพระวอทราบข่าวเห็นว่ากำลังพลน้อยจึงได้ย้ายกลับที่     บ้านดู่บ้านแกเพื่อจะให้พระเจ้าองค์หลวงฯทรงช่วยเหลือ        แต่เจ้าเมืองนครจำปาศักดิ์ทรงปฏิเสธปล่อยให้กองทัพเวียงจันทน์ ตีค่ายบ้านดู่บ้านแกแตก      เจ้าพระวอถูกฆ่าในสนามรบ      เจ้าคำผง  เจ้าทิดพรหม    และเจ้าก่ำบุตรเจ้าพระวอ       ได้นำศพเจ้าพระวอกลับไปที่ดอนมดแดงและทำพิธีฝังไว้ก่อน แล้ว    
                                      ขอพึ่งพระบรมโพธิสมภารสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
 แจ้งเรื่องมายังเมืองนครราชสีมาให้นำความ  กราบบังคมทูลขอพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระเจ้ากรุงธนบุรี   และขอกำลังไปช่วยรบซึ่งพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ    ให้สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช   รัชกาลที่ 1    ( เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็น  สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก)    และสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท      (เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นเจ้าพระยาสุรสีห์)ยกกองทัพไปตีเมืองนครจำปาศักดิ์และเวียงจันทน์ในปี พ.ศ.2321 ยึดเมืองทั้งสองไว้และให้พระยาสุโพรั้งเมืองเวียงจันทน์พระเจ้าสิริบุญสารหนีไปได้   และได้อัญเชิญพระแก้วมรกตกับพระบางลงมายังกรุงธนบุรี    พร้อมกับคุมตัวพระเจ้าองค์หลวงไชยกุมารลงมาด้วย    สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงโปรดฯ  ให้เจ้านครจำปาศักดิ์กลับไปครองเมืองดังเดิมโดยเป็นเมืองประเทศราชขึ้นตรงต่อกรุงธนบุรีนับแต่นั้นมา   ต่อมาเมื่อเมืองเขมรเกิดจลาจล พระประทุมฯ เจ้าทิดพรหม  เจ้าคำสิงห์ได้ร่วมยกทัพไปปราบพร้อมกับสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกแต่ก็เกิดเหตุการณ์ทางกรุงธนบุรีเสียก่อน พระประทุมฯ จึงได้ติดตามกองทัพไปยังกรุงธนบุรีด้วย  ต่อมาครั้นเมื่อสมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึกได้ขึ้นครองราชสมบัติแล้ว พระประทุมฯจึงขอพระราชทานย้ายครอบครัวไปตั้งภูมิลำเนาที่บ้านห้วยแจระแม (บ้านท่าบ่อ ทิศตะวันตกของตัวเมืองอุบลฯปัจจุบัน)ล่วงมาปี พ.ศ. 2334  ต่อมาได้เกิดกบฎอ้ายเชียงแก้วชาวเมืองโขงที่นครจำปาศักดิ์ซึ่งแสดงตนเป็นผู้วิเศษ    ยกกำลังไปล้อมเมืองจำปาศักดิ์    ขณะที่พระเจ้าองค์หลวง ไชยกุมาร  กำลังประชวรหนักและถึงแก่พิราลัยในเวลาต่อมา อ้ายเชียงแก้วยึดเมืองจำปาศักดิ์ไว้ได้  ความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช   จึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยานครราชสีมา ( ทองอิน ) (เมื่อครั้งเป็นพระพรหมยกกระบัตร )ยกกองทัพเมืองนครราชสีมามาปราบกบฏอ้ายเชียงแก้วอย่างไรก็ดีขณะที่กองทัพนครราชสีมายกมาไม่ถึงนั้น พระปทุมสุรราช ( เจ้าคำผง )และเจ้าฝ่ายหน้าผู้น้องที่ตั้งมั่นอยู่บ้านสิงห์ท่า ( เมืองยโสธรในปัจจุบัน )  ได้พากันยกกำลังไปรบอ้ายเชียงแก้วก่อน ทั้งสองฝ่ายได้สู้รบกันที่แก่งตะนะ ( ปัจจุบันเป็นอุทยานแก่งตะนะ อำเภอโขงเจียม )  กองกำลังอ้ายเชียงแก้วแตกพ่ายไป อ้ายเชียงแก้วถูกจับได้   และถูกประหารชีวิต เมื่อกองทัพนครราชสีมายกมาถึงเมืองนครจำปาศักดิ์เหตุการณ์ก็สงบเรียบร้อยแล้ว      จากความดีความชอบในการปราบปรามกบฏอ้ายเชียงแก้วนี้เอง
       พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเจ้าเมืองอุบลราชธานี
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงโปรดเกล้าฯ   แต่งตั้งให้เจ้าฝ่ายหน้าเป็น พระวิไชยราชขัตติยวงศา ครองนครจำปาศักดิ์ และโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ให้พระปทุมสุรราช เป็น “พระประทุมวรราชสุริยวงษ์ “  ครองเมืองอุบลราชธานี      พร้อมกับยกฐานะบ้านห้วย แจระแมขึ้นเป็น    “ เมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัย ประเทศราช “  เมื่อวันจันทร์ แรม 13 ค่ำ เดือน 8 จุลศักราช 1154 ( พ.ศ. 2335 ) ดังปรากฏใน    พระสุพรรณบัตรตั้งเจ้าประเทศราชในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ว่า      “ ด้วยพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าผู้ผ่านพิภพกรุงเทพมหานครศรีอยุธยา มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯตั้งให้พระปทุมฯเป็นพระประทุมวรราชสุริยวงษ์ ครองเมืองอุบลราชธานีศรีวนาไล ประเทศราช เศกได้  ณ วันที่ 2  ขึ้น 13 ค่ำเดือน 8 จุลศักราช 1154 ปีจัตวาศก “ อุบลราชธานีในระยะแรกตั้งมีฐานะเป็นเมืองประเทศราช ส่งส่วยผึ้ง 2 เลกต่อเบี้ย น้ำรัก 2 เลกต่อเบี้ย ป่าน 1 เลกต่อขอด  ต่อมาพระประทุมฯ เห็นว่า ห้วยแจระแมไม่เหมาะที่จะตั้งเป็นเมืองใหญ่ จึงได้ย้ายมาตั้งบ้านเมืองที่ตำบลบ้านร้าง เรียกว่า “ ดงอู่ผึ้ง “     ริมฝั่งแม่น้ำมูลอันเป็นที่ตั้งของจังหวัดอุบลราชธานีในปัจจุบัน และได้สร้างวัดหลวงขึ้นเป็นวัดแรกด้วย        เมื่อแรกตั้งปรากฏในพงศาวดารหัวเมืองมณฑลอีสานว่า “ ทิศเหนือถึงน้ำยังตกลำน้ำพาชีไปยอดบังอี่ ตามลำบังอี่ไปถึงแก่งตะนะ ไปภูจอกอ ไปช่องนาง ไปยอดหัวยอะลีอะลอง ตัดไปดงเปือยไปสระดอกเกศ ไปตามลำกะยุง ตกลำน้ำมูลปันให้เมืองสุวรรณภูมิ ฝ่ายเหนือ หินสิลาเลข หนองกองแก้วตีนภูเขียว ทางใต้ปากเสียว ตกลำน้ำมูล ยอดห้วยกากวากเกี่ยวซี ปันให้เมืองขุขันธ์ แต่ปากห้วยทัพทันตกมูลภูเขาวงก์ ”  จะเห็นได้ว่าการแบ่งเขตเมืองในสมัยนั้น ใชัสันเขตแดนธรรมชาติเช่น ภูเขา แม่น้ำ ลำห้วยเป็นเกณฑ์ หลังจากนั้นมา     ก็มีการตั้งเมืองขึ้นมาใหม่ในดินแดนของอุบลราชธานี      
                             
                                           การตั้งเมืองสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ     ตั้งเมืองอุบลราชธานี      ในรัชสมัย  พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งบ้านสิงท่า เป็นเมืองยโสธร  พระสุนทรวงศาเจ้าเมือง  ตั้งบ้านโคกคงพะเนียงเป็นเมืองเขมราษฏร์ธานี เมื่อ พ.ศ. 2357 พระเทพวงศาเจ้าเมือง  และตั้งบ้านนาค่อเป็นเมืองโขงเจียง พระกำแหงสงครามเจ้าเมือง   เมื่อ พ.ศ. 2364   ตั้งบ้านช่างคู เป็นเมืองเสมียะ โดยกำหนดให้เมืองยโสธร        และเมืองเขมราษฎร์ธานี   ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ      ส่วนเมืองโขงเจียงและเมืองเสมียะขึ้นตรงต่อเมืองนครจำปาศักดิ์ ในรัชสมัย   พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งบ้านช่องนางเป็นเมืองเสนางคนิคม ตั้งบ้านน้ำโดมใหญ่   เป็นเมืองเดชอุดม พระศรีสุระเจ้าเมือง      ตั้งบ้านคำเมืองแก้วเป็นเมืองคำเขื่อนแก้ว พระรามนรินทร์เจ้าเมืองเมื่อ พ.ศ. 2388   และตั้งบ้านดงกระชุหรือบ้านไร่ เป็นเมืองบัว  พระอภัยธิเบศร์วิเศษสงครามเจ้าเมือง(อ.บุณฑริกปัจจุบัน)ใน พ.ศ. 2390  โดยกำหนดให้เมืองเสนางคนิคม ขึ้นตรงต่อเมืองอุบลราชธานี  เมืองเดชอุดมขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ เมืองคำเขื่อนแก้ว ขึ้นตรงต่อเมืองเขมราษฏร์ธานี     ส่วนเมืองบัวให้ขึ้นต่อเมืองจำปาศักดิ์ ( แขวงจำปาศักดิ์ สปป.ลาวปัจจุบัน)ในรัชกาล        พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ            ให้ตั้งบ้านค้อใหญ่เป็นเมืองอำนาจเจริญ ( จังหวัดอำนาจเจริญปัจจุบัน)     พระอมรอำนาจเจ้าเมือง     ในพ.ศ. 2401 และตั้งบ้านกว้างลำชะโด เป็นเมืองพิบูลมังสาหาร พระบำรุงราษฏร์เจ้าเมือง  ตั้งบ้านสะพือเป็นเมืองตระการพืชผล  พระอมรดลใจเจ้าเมือง   ตั้งบ้านเวินไชยเป็นเมืองมหาชนะไชย พระเรืองไชยชนะเจ้าเมือง ในพ.ศ. 2406 โดยกำหนดให้เมืองอำนาจเจริญ ขึ้นตรงต่อเมืองเขมราษฏร์ธานี ส่วนเมืองพิบูลมังสาหาร เมืองตระการพืชผล เมืองมหาชนะไชย ให้ขึ้นกับเมืองอุบลราชธานี        ต่อมาช่วงต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งบ้านท่ายักขุเป็นเมืองชาณุมานมณฑล พระผจญจัตุรงค์เจ้าเมือง   ตั้งบ้านเผลาเป็นเมืองพนานิคม พระจันทรวงศาเจ้าเมือง   ใน พ.ศ.2422 กำหนดให้ขึ้นกับเมืองอุบลราชธานีทั้ง สองเมือง  ตั้งบ้านนากอนจอ เป็นเมืองวารินชำราบพระกำจรจัตุรงค์เจ้าเมือง ในพ.ศ. 2423    ตั้งบ้านจันลานาโดมเป็นเมืองโดมประดิษฐ์พระดำรงสุริยเดชเจ้าเมืองใน พ.ศ.2424     ตั้งบ้านทีเป็นเมืองเกษมสีมา        ( อ.ม่วงสามสิบ) ในพ.ศ.2425 โดยกำหนดให้เมืองวารินชำราบและเมืองโดมประดิษฐ์ขึ้นกับเมืองนครจำปาศักดิ์  ส่วนเมืองเกษมสีมาให้ขึ้นตรงต่อเมืองอุบลราชธานี   และมีการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องโดย   ได้มีการตั้งเมืองขึ้นทั้งหมด 17 เมือง    เป็นเมืองใหญ่ขึ้นตรงกรุงเทพฯ 4 เมือง   คือ เมืองอุบลราชธานี  เมืองยโสธร  เมืองเขมราฐ    เมืองเดชอุดม นอกนั้นเป็นเมืองเล็กๆ  13 เมืองคือ เมืองคำเขื่อนแก้ว, เมืองอำนาจเจริญ    ขึ้นตรงต่อเมืองเขมราฐ    เมืองเสนางคนิคม,   เมืองพิบูลมังสาหาร,  เมืองตระการพืชผล,  เมืองมหาชนะไชย,  เมืองชาณุมารมณฑล,  เมืองพนานิคม,      เมืองเกษมสีมา(เปลี่ยนชื่อเป็นอ.ม่วงสามสิบ พ.ศ.2460),ขึ้นตรงต่อเมืองอุบลราชธานี และเมืองโขงเจียม , เมืองบัว (ยกฐานะเป็นอ.บุณฑริก พ.ศ.2501),    เมืองวารินชำราบ,  เมืองโดมประดิษฐ์ (ยกฐานะเป็นอ.น้ำยืน พ.ศ. 2517), ขึ้นตรงต่อเมืองนครจำปาศักดิ์      เกี่ยวกับการตั้งเมืองนั้นสมัยก่อนนั้นจะเห็นได้ว่า อำเภอต่างๆ ในจังหวัดอุบลราชธานีส่วนใหญ่จริงๆ ได้รับการยกฐานะเป็นเมืองมาก่อนแล้ว การจัดปกครองดูแลเมืองใดขึ้นกับเมืองใดไม่เป็นระบบแน่นอนตายตัวเลยไม่ได้คำนึงตามสภาพภูมิศาสตร์ เช่น  ให้เมืองเสนางคนิคมขึ้นตรงต่อเมืองอุบลราชธานี   จริงๆน่าจะขึ้นตรงต่อเมืองเขมราฐน่าจะใกล้กว่า     เมืองวารินชำราบขึ้นตรงต่อเมืองนครจำปาศักดิ์
อันที่จริงน่าจะ       ขึ้นตรงต่อเมืองอุบลราชธานีใกล้กันนิดเดียว เป็นต้น    เท่าที่ดูเมืองตั้งใหม่ที่เคย สังกัดอยู่ เมืองใดแล้วเวลาอพยพไพร่พล     ไปตั้งเมืองขึ้นมาใหม่มักจะขอขึ้นกับเมืองเดิม เป็นการสะดวกในการส่งส่วยหรือไม่ก็คำนึงถึงเครือญาติเป็นสำคัญ    สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ได้จัดการปกครอง   ในส่วนภูมิภาคหรือการปกครองหัวเมืองต่างๆ      คือสมุหพระกลาโหม     ดูแลบ้านเมืองปักษ์ใต้และตะวันตก   สมุหนายก ดูแลหัวเมืองฝ่ายเหนือ กรมท่า ดูแลหัวเมืองชายทะเล ส่วนจังหวัดอุบลราชธานีในสมัยนั้น    เมืองขึ้นและเมืองใกล้เคียง      อยู่ในการปกครองดูแล ของ สมุหนายก เมืองต่างๆทั่วไป มีเจ้าเมืองเป็นผู้ปกครองสูงสุด     ทำหน้าที่ปกครองดูแลไพร่พลให้มีความร่มเย็นเป็นสุขและคอยกราบบังคมทูลรายงานสภาพและเหตุการณ์ทั่วๆไป เจ้าเมืองนั้น เป็น ทั้งผู้ปกครอง   หัวหน้าผู้พิพากษาและแม่ทัพในเวลาศึกสงคราม และอื่นๆ นอกจากจะมีตำแหน่ง เจ้าเมืองแล้วยังมีตำแหน่งสำคัญระดับสูง    เช่น ปลัดเมืองมหาดไทย   ยกกระบัตรเมืองเป็นต้น     อย่างไรก็ดี     ตำแหน่งผู้ปกครองเมืองในส่วนภูมิภาคตามหลักการนั้น     มิได้หมายรวมถึงเมืองอุบลราชธานี   เมืองขึ้นหรือเมืองใกล้เคียงในภูมิภาคนี้   ตำแหน่งผู้ปกครองเมืองมีลักษณะแปลกและแตกต่างไปจากตำแหน่งผู้ปกครองเมืองต่างๆในภูมิภาคอื่น   กล่าวคือ   มิได้มีตำแหน่งเจ้า เมือง   ปลัดเมือง   ยกกระบัตรเมืองเหมือนเช่นเมืองโดยทั่วไป  แต่มีการจัดโครงสร้างระบบการปกครองภายในที่ถือตามธรรมเนียมการปกครอง      มาจากประเทศลาวสมัยนั้น     มีการจัดแบ่งตำแหน่ง  5   ระดับ
1). ตำแหน่งอาญาสี่  หรืออาชญาสี่     เป็นคณะปกครองสุงสุดของแต่ละเมือง      มี 4 ตำแหน่ง  ที่ 1ตำแหน่งเจ้าเมือง คือผู้ปกครองสูงสุด มีอำนาจสิทธิขาด ที่2  ตำแหน่ง อุปฮาด คือผู้มีอำนาจหน้าที่แทนเจ้าเมืองได้ทุกอย่าง ขณะเจ้าเมืองไม่อยู่ ที่3 ตำแหน่งราชวงศ์ ยามบ้านเมืองมีปกติสุข จะเป็นผู้ช่วยเจ้าเมืองและอุปฮาด เวลาศึกสงครามเป็นแม่ทัพคุมกำลังและที่ 4 ตำแหน่งราชบุตร มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับราชวงศ์ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนนำเงินส่วยและสิ่งของส่วยส่งเมือง ราชธานี    คณะผู้ปกครองเมืองอุบลราชธานีซึ่งมี เจ้าเมือง อุปฮาด ราชวงศ์ ราชบุตร ซึ่งตำแหน่งที่ว่านี้ มีความสำคัญยิ่งถ้าเปรียบปัจจุบันก็คือ  ผู้ว่าราชการจังหวัด  รองผู้ว่าฯ  ปลัดจังหวัด นายอำเภอ เป็นต้นถือว่าเป็นคณะผู้บริหารเมืองหรือจังหวัด  เมื่อโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเมืองขึ้นมาใหม่ก็จะโปรดเกล้าฯแต่งตั้งอาญาสี่พร้อมกันไปหรือเมื่อตำแหน่งใดว่างลง อย่างเช่น กรณีตั้ง บ้านสิงท่าเป็นเมืองยโสธร ในปี พ.ศ. 2357 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งราชวงศ์ ( สิง ) เมืองโขง เป็นพระสุนทรราชวงษา เจ้าเมืองยโสธร ให้ท้าวสีชา(หรือสีทา)เป็นอุปฮาด ให้ท้าวบุตร เป็นราชวงศ์ ให้ท้าวสนเป็นราชบุตร และในกรณีเจ้าเมืองอุบลราชธานีว่างลง เมื่อมีการแต่งตั้งเจ้าเมืองอุบลราชธานีคนที่ 3     ในพ.ศ. 2388 นอกจากโปรดเกล้าฯ        แต่งตั้งให้ตำแหน่ง       อุปฮาด ( กุทอง ) เป็นพระพรหมราชวงศาเจ้าเมืองแล้ว (2388 – 2409 )   ก็โปรดเกล้าให้ตำแหน่งราชวงศ์เป็นอุปฮาดให้ท้าวโพธิสารหลานพระพรหมราชวงศาเป็นตำแหน่งราชวงศ์ และให้ท้าวสุริย บุตรพระพรหมราชวงศาเป็นตำแหน่งราชบุตรแทน ส่วนการแต่งตั้งเจ้าเมืองเล็กๆ      ที่ขึ้นกับเมืองใหญ่นั้นเจ้าเมืองใหญ่จะเป็นผู้ปกครองดูแลและเป็นผู้ทำหนังสือขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาขอตั้งเจ้าเมือง อุปฮาด ราชวงศ์ ราชบุตร ดังเช่น เจ้าเมืองโขงเจียมถึงแก่กรรม      ในพ.ศ. 2402  เจ้าเมือง อุปฮาด ราชวงศ์ ราชบุตร เมืองเขมราฐ ได้ประชุมปรึกษาหารือกับท้าวเพียกรมการเมืองโขงเจียม หาผู้ที่มีความเหมาะสมที่จะเป็นเจ้าเมืองต่อไปแล้วรายงานต่อสมุหนายกเพื่อ    นำความขึ้นกราบบังคมทูลและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ตำแหน่งอาญาสี่สำหรับเมืองเล็กๆ เทียบได้เมืองจัตวาไม่ได้ขึ้นต่อกรุงเทพฯโดยตรงแต่ขึ้นตรงต่อเมืองอุบลราชธานี   เมืองเขมราฐ   คณะปกครองนอกจากจะมีตำแหน่ง เจ้าเมือง อุปฮาด ราชวงศ์  ราชบุตรแล้วก็ยังมี ตำแหน่งผู้ช่วยอาญาสี่, ตำแหน่งขื่อบ้านขางเมือง,  ตำแหน่งพิเศษ, ตำแหน่งผู้ปกครองระดับหมู่บ้าน ก่อนที่จะมีการปฏิรูปในรัชกาลที่5        ตำแหน่งผู้ช่วยอาญาสี่  มี  4 ตำแหน่ง 1.ท้าวสุริย หรือท้าวขัตติยะ 2. ท้าวสุริโย 3. ท้าวโพธิสาร 4. ท้าวสุทธิสาร ตำแหน่งขื่อบ้านขางเมือง 17 ตำแหน่ง เช่น เมืองแสน ดูแลทหาร เมืองจันทร์ ดูแลฝ่ายพลเรือน,    เมืองขวา เมืองซ้าย เมืองกลาง,     เมืองคุก   เมืองฮาม เมืองแพน,  นาเหนือ นาใต้ ,  ซาเนตร ซานนท์,    ซาบัณฑิต , มหาเสนา มหามนตรี ,  กรมเมือง, สุโพ แม่ทับของเมือง ตำแหน่งพิเศษ เช่นเพียซาโนชิด เพียซาบรรทมเป็นต้น ตำแหน่งผู้ปกครองระดับหมู่บ้าน มีท้าวฝ่าย เที่ยบเท่านายอำเภอปัจจุบัน ตาแสง เทียบกำนัน พ่อบ้านหรือนายบ้าน เทียบผู้ใหญ่บ้าน จ่าบ้าน เทียบสารวัตรหมู่บ้าน  นี่คือตำแหน่งสำคัญการปกครองจังหวัดอุบลราชธานีตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงรัชกาลที่ 5 ก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงระบบอาญาสี่ 
                                       

กรองตามชื่อเรื่อง     แสดง # 
# รายการหัวเรื่อง เขียนโดย ผู้ชม
1 อำเภอ น้ำขุ่น บ่าวนนท์ คนมักจ่ม 14938
2 อำเภอสว่างวีระวงศ์ บ่าวนนท์ คนมักจ่ม 17412
3 อำเภอนาตาล บ่าวนนท์ คนมักจ่ม 18320
4 อำเภอเมืองอุบลราชธานี บ่าวนนท์ คนมักจ่ม 18572
5 อำเภอนาเยีย บ่าวนนท์ คนมักจ่ม 10325
6 อำเภอ ทุ่งศรีอุดม บ่าวนนท์ คนมักจ่ม 8589
7 อำเภอดอนมดแดง บ่าวนนท์ คนมักจ่ม 7994
8 อำเภอสิรินธร บ่าวนนท์ คนมักจ่ม 7314
9 อำเภอสำโรง บ่าวนนท์ คนมักจ่ม 7458
10 อำเภอโพธิ์ไทร บ่าวนนท์ คนมักจ่ม 6238
11 อำเภอตาลสุม บ่าวนนท์ คนมักจ่ม 6573
12 อำเภอนาจะหลวย บ่าวนนท์ คนมักจ่ม 7448
13 อำเภอกุดข้าวปุ้น บ่าวนนท์ คนมักจ่ม 12682
14 อำเภอศรีเมืองใหม่ บ่าวนนท์ คนมักจ่ม 6001
15 อำเภอเขื่องใน บ่าวนนท์ คนมักจ่ม 6148
16 อำเภอน้ำยืน บ่าวนนท์ คนมักจ่ม 6257
17 อำเภอโขงเจียม บ่าวนนท์ คนมักจ่ม 5045
18 อำเภอบุณฑริก  บ่าวนนท์ คนมักจ่ม 6051
19 อำเภอตระการพืชผล บ่าวนนท์ คนมักจ่ม 5740
20 อำเภอม่วงสามสิบ บ่าวนนท์ คนมักจ่ม 6006
21 อำเภอเดชอุดม บ่าวนนท์ คนมักจ่ม 5948
22 อำเภอพิบูลมังสาหาร บ่าวนนท์ คนมักจ่ม 5827
23 อำเภอวารินชำราบ บ่าวนนท์ คนมักจ่ม 4738
24 อำเภอเขมราฐ บ่าวนนท์ คนมักจ่ม 5127
25 ความเป็นมาของวัดต่างๆและอำเภอต่างๆในจังหวัดอุบลราชธานี บ่าวนนท์ คนมักจ่ม 5953
26 ตำแหน่งเจ้าเมืองอุบลราชธานี บ่าวนนท์ คนมักจ่ม 4397
 

แฟนคลับ ปากน้ำ FC กด Like ปากน้ำ อุบล คลับ ฮักปากน้ำ ติดตามเรา บน Facebook เด้อ..

ข่าวสาร ข้อมูล ความเคลื่อนไหว เว็บบอร์ด ล่าสุด บน เว็บบอร์ด ปากน้ำ อุบล คลับ !!

ความเคลื่อนไหวอื่นๆ »

VDO ZONES TODAY วีดีโอ ยอดฮิต วันนี้ !!

Chat Box of Paknam Ubon Club ทักทาย เว้าสู่กันฟัง

 Smile  พูด คุย สอบถาม สาระทุกข์ สุกดิบ กัน ได้ทุกเรื่องที่ Chat Box Laughing   


Get your own Chat Box! Go Large!

สื่อมวลชน ให้ความสำคัญ กับ ชุมชน ปากน้ำ บุ่งสระพัง หลวงพ่อเงิน 700 ปี อุบลราชธานี

:: รายการทีวี
  ช่อง 7 สี ช่วยชาติบูรณาการณ์ " ชุมชนปากน้ำ บุ่งสระพัง หลวงพ่อเงิน 700 ปี อุบลราชธานี  " ชุมชนปากน้ำ บุ่งสระพัง หลวงพ่อเงิน 700 ปี อุบลราชธานี   ช่อง 7 สี สะเก็ดข่าว " ชุมชนปากน้ำ บุ่งสระพัง หลวงพ่อเงิน 700 ปี อุบลราชธานี  3-Chanal  
:: หนังสือพิมพ์
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ " เหนือฟ้าใต้บาดาล โดย กังฟู "  ชุมชนปากน้ำ บุ่งสระพัง หลวงพ่อเงิน 700 ปี อุบลราชธานี หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ คอลัมน์ ตะลุยโลกใบใหญ่ ฉบับ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2554 หนังสือพิมพ์ข่าวสด " ชุมชนปากน้ำ บุ่งสระพัง หลวงพ่อเงิน 700 ปี อุบลราชธานี หนังสือพิมพ์มติชน   " ชุมชนปากน้ำ บุ่งสระพัง หลวงพ่อเงิน 700 ปี อุบลราชธานี    
หนังสือพิมพ์ประชารัฐ หนังสือพิมพ์แนวหน้าอีสาน  ชุมชนปากน้ำ บุ่งสระพัง หลวงพ่อเงิน 700 ปี อุบลราชธานี  หนังสือพิมพ์ภูธร " เที่ยงตรงฉับไว " ชุมชนบ้านปากน้ำ บุ่งสระพัง หลวงพ่อเงิน 700 ปี อุบลราชธานี        
:: นิตยสาร
 หนังสืออมตะ " หนังสือธรรมะ " ชุมชนปากน้ำ บุ่งสระพัง หลวงพ่อเงิน 700 ปี อุบลราชธานี   หนังสือธงธรรม " หนังสือธรรมะ " ชุมชนปากน้ำ บุ่งสระพัง หลวงพ่อเงิน 700 ปี อุบลราชธานี  นิตยสาร ลานโพธิ์ " นิตยสารพระ " ชุมชน ปากน้ำ บุ่งสระพัง อุบลราชธานี   หนังสือนะโม " หนังสือธรรมะ " ชุมชนปากน้ำ บุ่งสระพัง หลวงพ่อเงิน 700 ปี อุบลราชธานี    
:: หน่วยงานราชการ

      องค์การบริหารส่วนตำบลกุดลาด

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

Amazing-Thailand

เที่ยวไทยครึกครื้น เศรษฐกิจไทย คึกคัก

   
:: เว็บไชต์ ที่เกี่ยวข้อง กับ ชุมชน ปากน้ำ บุ่งสระพัง หลวงพ่อเงิน 700 ปี
 

 วัดปากน้ำอุบล.คอม

 ปากน้ำ94.คอม  
:: เว็บไชต์ เพื่อนบ้าน ชุมชน ปากน้ำ บุ่งสระพัง หลวงพ่อเงิน 700 ปี - แลกลิงค์ เป็นเพื่อนบ้านกับ เรา

เที่ยวอุบล ฯ เมืองดอกบัว ทัวร์ลาวใต้ ไปได้ทุกวัน กับ South Laos Tour

SFC~Sornram(ศรราม) Fanclub

บ้านออนซอน

วัดอีสานดอทคอม

IsanGate.com

ไหว้พระประจำปีเกิด

 

 


l ล่องเรือสำราญ แม่น้ำเจ้าพระยาBANGKOK SIGHTSEEING lThailand Travel Guide information l Thailand Highlight l ล้างแอร์ อุบล KANCHANABURI RIVERKWAI TOUR l  ดินเนอร์ เจ้าพระยา l CABARET SHOW THAILAND l

 เที่ยวอุบลราชธานี ไหว้พระเมืองอุบลราชธานี ท่องเที่ยว ชุมชน ปากน้ำ บุ่งสระพัง อุบลราชธานี แลกลิงค์ และ ดู ลิ้งค์ เพื่อนบ้าน กับเรา เพิ่มเติมได้ที่  " แลกลิงค์